06 ก.พ. มลพิษทางแสงคืออะไร มีผลกระทบและวิธีป้องกันอย่างไร ?
Key takeaway :
มลพิษทางแสง (Light Pollution) คือแสงประดิษฐ์ที่มีความเข้มสูง หรืออยู่ในเวลาที่ไม่เหมาะสม เช่น ในเวลากลางคืน ซึ่งส่งผลกระทบอย่างซับซ้อนต่อสุขภาพมนุษย์ ได้แก่ การรบกวนระบบการนอนหลับและนาฬิกาชีวภาพ ความเสี่ยงต่อโรคทางสายตา และความเครียดสะสม อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อสัตว์และระบบนิเวศโดยรอบ การป้องกันและแก้ไขที่สำคัญคือ การตรวจวัดแสงสว่างให้ได้มาตรฐานตามกฎหมาย รวมถึงการใช้ระบบควบคุมแสงอัตโนมัติ และการออกแบบโคมไฟประเภท Full Cut-off เพื่อป้องกันแสงรั่วไหลสู่ภายนอก
Table of Content
“แสง” คือสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวันและการทำงาน เพราะช่วยให้เรามองเห็นและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ในขณะเดียวกัน แสงที่มากเกินไปหรืออยู่ผิดที่ผิดเวลา ก็อาจกลายเป็นภัยเงียบที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพกาย จิตใจ และสิ่งแวดล้อมได้โดยไม่รู้ตัว ภัยนี้มีชื่อว่า มลพิษทางแสง (Light Pollution) ซึ่งควรใส่ใจไม่แพ้มลพิษด้านอื่น ๆ โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมที่มีการใช้แสงไฟอย่างเข้มข้นต่อเนื่อง
มลพิษทางแสงคืออะไร ?
มลพิษทางแสง หรือมลภาวะทางแสง (Light Pollution) คือ การรบกวนจากแสงประดิษฐ์ (Artificial Light) ที่มีความเข้มข้นสูง หรืออยู่ในเวลาที่ไม่เหมาะสม เช่น กลางคืน ซึ่งไปรบกวนสมดุลธรรมชาติ การนอนหลับของมนุษย์ และวงจรชีวิตของสัตว์
รูปแบบของมลภาวะทางแสง
สามารถแบ่งได้เป็น 4 รูปแบบหลัก ๆ ดังนี้
- แสงเรืองบนท้องฟ้า (Skyglow) เป็นแสงสะท้อนจากพื้นที่เมืองสู่ชั้นบรรยากาศ ทำให้ท้องฟ้าในเวลากลางคืนสว่างกว่าปกติ
- แสงรุกล้ำ (Light Trespass) คือการที่แสงสว่างรั่วไหลเข้าไปในบริเวณที่ไม่ต้องการ เช่น แสงจากสปอตไลต์โรงงานที่ส่องเข้าไปในบ้านเรือนชุมชน
- แสงจ้า (Glare) แสงที่มีความสว่างสูงเกินไปจนทำให้เกิดความไม่สบายตา หรือลดทอนความสามารถในการมองเห็น (Visual Impairment)
- ความสับสนของแสง (Clutter) คือการจัดวางตำแหน่งดวงไฟที่สับสน วุ่นวาย จนรบกวนสมาธิและการมองเห็น
การวัดความเข้มแสง แค่ไหนถึงเรียกว่ามลพิษทางแสง
ในการประเมินระดับความเข้มของแสงสว่าง เราใช้หน่วยวัดมาตรฐานที่เรียกว่า “ลักซ์ (lux)” เพื่อวัดความส่องสว่าง (Illuminance) บนพื้นผิวงาน โดยมีเกณฑ์มาตรฐานกำหนดค่าลักซ์ขั้นต่ำที่กฎหมายระบุเอาไว้อย่างชัดเจน เพื่อความปลอดภัยในสุขภาพอนามัยของทั้งคนและสิ่งแวดล้อม ตัวอย่างเช่น
- บริเวณทางเดิน/บันได ต้องมีค่าลักซ์เฉลี่ยอยู่ที่ 50 ลักซ์
- ภายในสำนักงาน ต้องมีค่าลักซ์เฉลี่ยอยู่ที่ 150 ลักซ์
- พื้นที่ปฏิบัติงานละเอียดปานกลาง เช่น งานระบายสี ต้องมีค่าลักซ์เฉลี่ยอยู่ที่ 500-600 ลักซ์
สำหรับการเกณฑ์การวัด มลพิษทางแสงอาจจะไม่ได้มีการกำหนดค่าพิกัดสูงสุด (Maximum Limit) ไว้ตายตัวในเชิงกฎหมายแรงงาน แต่ในทางวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม เรามักจะพิจารณาตามบริบทของผลกระทบ (Impact-based Assessment) หากผลการตรวจวัดแสงสว่าง พบว่ามีการรั่วไหลของแสงเข้าสู่ชุมชนจนรบกวนการนอนหลับ หรือมีค่าความจ้า (Luminance) ที่ส่งผลให้พนักงานแสบตาและปวดศีรษะ จะถือว่าระบบส่องสว่างนั้นเข้าข่ายก่อให้เกิดมลภาวะ
ผลกระทบของมลภาวะทางแสงที่ควรรู้
ผลกระทบจากมลภาวะทางแสงมีความซับซ้อนและส่งผลต่อร่างกายมากกว่าแค่ดวงตา แต่ยังส่งผลต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตโดยรวมดังต่อไปนี้
รบกวนระบบการนอนหลับและนาฬิกาชีวภาพ
แสงที่สว่างเกินไปในเวลาที่ผิด โดยเฉพาะแสงโทนสีฟ้า จะเข้าไปยับยั้งการหลั่งฮอร์โมนเมลาโทนิน ทำให้นาฬิกาชีวิตรวน ส่งผลต่อคุณภาพการนอนหลับ ภูมิคุ้มกัน และความดันโลหิตอีกด้วย
เสี่ยงต่อโรคทางสายตา
การทำงานในพื้นที่ที่มีความสว่างไม่สม่ำเสมอ หรือมีแสงจ้าตลอดเวลา ทำให้กล้ามเนื้อตาทำงานหนักเกินไป นำไปสู่ภาวะสายตาสั้นเทียม หรือจอประสาทตาเสื่อมก่อนวัย
ส่งผลต่อความเครียดและอารมณ์
มลภาวะทางแสงทำให้สมองไม่ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ เกิดความเครียดสะสม และทำให้อารมณ์แปรปรวนได้เช่นเดียวกัน
กระทบการมองเห็น
เพราะแสงที่จ้าเกินไปจะตกกระทบผิววัตถุและสะท้อนเข้าตา ทำให้เกิดอาการตาพร่าชั่วขณะ เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุในระหว่างทำงานได้
ส่งผลต่อสัตว์และระบบนิเวศ
แสงที่จ้าเกินไปไม่ได้มีผลกระทบเฉพาะกับคนเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อสัตว์ต่าง ๆ และระบบนิเวศอีกด้วย เพราะแสงที่สว่างเกินไปทำลายวงจรชีวิตของสัตว์กลางคืน แมลงผสมเกสร และนกอพยพ ซึ่งส่งผลต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ต่อระบบนิเวศรอบโรงงาน

วิธีป้องกันการเกิดมลภาวะทางแสง
การแก้ไขมลภาวะทางแสงจะต้องทำอย่างเป็นระบบ และต่อเนื่อง เพื่อป้องกันผลกระทบที่เกิดขึ้น
ตรวจวัดและจัดการแสงอย่างเหมาะสม
มีการตรวจวัดแสงสว่างเป็นประจำ เพื่อตรวจสอบว่าค่าความเข้มของแสง หรือค่าลักซ์ อยู่ในระดับที่เหมาะสม ไม่มีจุดใดที่มีแสงสว่างน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนด แต่ไม่มีจุดใดที่แสงจ้าเกินความจำเป็น
ใช้ระบบควบคุมแสงอัตโนมัติ (Lighting Control System)
ใช้เทคโนโลยี Smart Lighting เซนเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหว หรือการหรี่ไฟ (Dimming) ตามช่วงเวลา จะช่วยลดแสงส่วนเกินและประหยัดพลังงาน
เลือกแหล่งกำเนิดแสงที่ปลอดภัยต่อสายตา
เลือกใช้หลอดไฟที่มีค่าดัชนีความถูกต้องของสี (CRI) สูง และมีอุณหภูมิสี (CCT) ที่ไม่กระตุ้นให้เกิดความล้าของสายตา
ลดแสงรั่วไหลสู่ภายนอก
ออกแบบโคมไฟประเภท Full Cut-off เพื่อบังคับให้ทิศทางแสงส่องลงเฉพาะพื้นที่งาน ไม่กระจายออกด้านข้างหรือส่องขึ้นฟ้า
จากข้อมูลเหล่านี้ ผู้ประกอบการโรงงานและอาคารทุกชนิด รวมทั้งผู้ที่จำเป็นต้องปฏิบัติงานในพื้นที่ที่มีแสงมากเกินไป คงเล็งเห็นแล้วว่า การประเมินระดับแสงอย่างถูกต้องคือสิ่งที่ควรทำอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งที่ Health & Envitech เราพร้อมให้บริการตรวจวัดแสงสว่างโดยทีมผู้เชี่ยวชาญ ด้วยเครื่องมือที่ได้มาตรฐาน เพื่อให้คุณทำงานได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุด ลดผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว สนใจรับคำปรึกษาด้านมาตรฐานของแสง ติดต่อเราได้ที่เบอร์ 0-2952-6305-9, LINE OA : https://lin.ee/5oJIwdk หรืออีเมล service@healthenvi.com
ข้อมูลอ้างอิง:
- ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง มาตรฐานความเข้มของแสงสว่าง. สืบค้นเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569 จาก https://osh.labour.go.th/attachments/article/1264/1264.PDF
- แสง-เสี่ยง มลภาวะทางแสง และแนวทางป้องกันและแก้ปัญหา. สืบค้นเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569 จาก https://think.moveforwardparty.org/article/environment-and-resources/3714/
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับมลพิษทางแสง (FAQs)
Q : นอกจากการตรวจวัดค่าลักซ์ (lux) แล้ว การตรวจวัดมลพิษทางแสงควรพิจารณาค่าอะไรอีกบ้าง ?
A : นอกเหนือจากค่าลักซ์ (lux) ซึ่งวัดความส่องสว่างบนพื้นผิวแล้ว การประเมินมลพิษทางแสงที่ครบถ้วนควรพิจารณาค่าความจ้า (Luminance) ซึ่งเป็นความสว่างของแหล่งกำเนิดแสงที่ส่งผลโดยตรงต่ออาการแสบตา (Glare) และการรบกวนการมองเห็น นอกจากนี้ยังมีการประเมินแบบ “Impact-based Assessment” คือการพิจารณาตามบริบทของผลกระทบ หากพบว่ามีการรั่วไหลของแสงเข้าสู่พื้นที่ชุมชนจนรบกวนการนอนหลับ ก็ถือว่าเป็นมลภาวะทางแสงที่ต้องแก้ไข
Q : โคมไฟที่ปล่อยแสงโทนสีฟ้า (Blue Light) ซึ่งมีผลเสียต่อการหลั่งเมลาโทนิน มีวิธีการเลือกเพื่อลดผลกระทบอย่างไร ?
A : แสงโทนสีฟ้าที่รบกวนระบบการนอนหลับมักมาจากแหล่งกำเนิดแสงที่มีอุณหภูมิสีสูง เช่น แสงขาวอมฟ้า การลดผลกระทบควรเลือกใช้หลอดไฟที่มีค่า CCT ต่ำ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ใช้งานในช่วงกลางคืน เช่น ควรเลือกใช้แสงที่มี CCT ต่ำกว่า 3,000K เพื่อลดการยับยั้งการหลั่งฮอร์โมนเมลาโทนินและช่วยรักษานาฬิกาชีวิต
Q : ระบบควบคุมแสงอัตโนมัติสามารถช่วยป้องกันมลพิษทางแสงในรูปแบบ Light Trespass ได้อย่างไร ?
A : ระบบควบคุมแสงอัตโนมัติ เช่น การใช้เทคโนโลยี Smart Lighting หรือเซนเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหว (Motion Sensor) สามารถช่วยป้องกัน Light Trespass (แสงรุกล้ำ) ได้โดยการตั้งโปรแกรมให้มีการหรี่ไฟหรือปิดไฟ ในช่วงเวลาที่ไม่มีการใช้งาน หรือในช่วงเวลากลางคืน ซึ่งจะช่วยลดปริมาณแสงส่วนเกินที่อาจรั่วไหลออกสู่ภายนอกโรงงานหรือชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ