06 ก.พ. ค่า AQI คืออะไร ? อธิบายแบบครบถ้วนเข้าใจง่าย
Key takeaway :
ค่า AQI (Air Quality Index) คือดัชนีชี้วัดคุณภาพอากาศภาพรวมที่คำนวณจากมลพิษ 6 ชนิด เพื่อสื่อสารระดับความเสี่ยงต่อสุขภาพ ในขณะที่ PM2.5 คือฝุ่นละอองขนาดจิ๋วที่เป็นองค์ประกอบหลักและอันตรายที่สุด เนื่องจากสามารถแทรกซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้ ดังนั้น การรับมือมลพิษทางอากาศอย่างมีประสิทธิภาพ จึงต้องเริ่มจากการเข้าใจความแตกต่างของค่าเหล่านี้ และให้ความสำคัญกับการตรวจวัดคุณภาพอากาศ ที่แม่นยำตามมาตรฐานสากล (US EPA) เพื่อประเมินความเสี่ยงที่แท้จริงและวางแผนป้องกันสุขภาพได้อย่างตรงจุด
Table of Content
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เชื่อว่าสิ่งแรกที่หลายคนทำหลังจากตื่นขึ้นมาทุกเช้า นอกจากการปิดนาฬิกาปลุกคือการเปิดแอปพลิเคชันพยากรณ์อากาศเพื่อเช็ก “สี” ของอากาศวันนี้ ว่าเป็นสีเขียว สีเหลือง หรือสีแดง โดยตัวเลขที่เราเห็นกันจนชินตานั้นมักเรียกว่า “ค่า AQI” และ “ค่า PM2.5” ซึ่งบ่อยครั้งนำมาใช้แทนกันจนเกิดความสับสนว่า สรุปแล้ว ค่า AQI เหมือนหรือต่างจากค่า PM2.5 อย่างไร และตัวเลขที่โชว์ขึ้นมานั้นบอกอะไรเราได้บ้างในเชิงลึก
บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจโครงสร้างของค่า AQI ตามหลักวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม เพื่อให้สามารถอ่านค่า แปลผล และดูแลสุขภาพได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ
ค่า AQI คืออะไร ? มากกว่าแค่ตัวเลขบอกสี
ค่า AQI (Air Quality Index) หรือดัชนีคุณภาพอากาศ คือ “เครื่องมือสื่อสาร” ที่แปลงข้อมูลความเข้มข้นของสารมลพิษทางอากาศ ซึ่งมีหน่วยซับซ้อน เช่น ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร หรือส่วนในล้านส่วน ให้กลายเป็นตัวเลขดัชนีที่เข้าใจง่าย เปรียบเสมือนเกรดเฉลี่ยหรือเทอร์โมมิเตอร์วัดไข้ของอากาศ เพื่อให้ประชาชนทั่วไปทราบได้ทันทีว่า “ตอนนี้อากาศสะอาดหรือสกปรกแค่ไหน” และ “มีผลกระทบต่อสุขภาพมากน้อยอย่างไร”
ระบบ AQI พัฒนาขึ้นและใช้งานแพร่หลายทั่วโลก โดยมีมาตรฐานหลักที่นิยมใช้อ้างอิงคือ US EPA (องค์การพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐอเมริกา) และในประเทศไทยเอง กรมควบคุมมลพิษก็ได้นำรูปแบบดังกล่าวมาปรับใช้และกำหนดเกณฑ์ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศ โดยค่า AQI จะแบ่งเป็นช่วงคะแนนและแถบสีเพื่อบ่งบอกระดับความรุนแรง ตั้งแต่ระดับดีมาก (สีฟ้า/เขียว) ไปจนถึงระดับอันตราย (สีแดง/ม่วง)
หลักการทำงานของ AQI ไม่ใช่การนำมลพิษทุกตัวมาบวกกันแล้วหาค่าเฉลี่ย แต่เกิดจากการตรวจวัดสารมลพิษหลักทางอากาศ 6 ชนิด จากนั้นนำค่าความเข้มข้นของแต่ละชนิดมาคำนวณแปลงเป็นดัชนีย่อย (Sub-Index) ค่า AQI ที่รายงานออกมาคือค่าสูงสุดของดัชนีย่อยเหล่านั้น ณ ช่วงเวลานั้น ๆ หมายความว่า หากสารมลพิษตัวใดมีค่าสูงที่สุด สารตัวนั้นจะเป็นตัวกำหนดค่า AQI ของพื้นที่นั้นทันที
เจาะลึก 6 มลพิษหลัก องค์ประกอบของการคำนวณ AQI
เพื่อให้ค่า AQI คือค่าที่สะท้อนคุณภาพอากาศจริงตามมาตรฐานสากล จำเป็นต้องมีการตรวจวัดและวิเคราะห์มลพิษทางอากาศที่สำคัญ 6 ชนิด ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ดังนี้
1. PM2.5 (Particulate Matter < 2.5 microns)
ฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน เป็นมลพิษที่ได้รับความสนใจมากที่สุดในปัจจุบัน เกิดจากการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ของเครื่องยนต์ดีเซล การเผาชีวมวล และโรงงานอุตสาหกรรม
2. PM10 (Particulate Matter < 10 microns)
ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 10 ไมครอน มีขนาดใหญ่กว่า PM2.5 มักเกิดจากฝุ่นดิน การก่อสร้าง การบดโม่หิน หรือฝุ่นที่ฟุ้งกระจายจากถนน แม้จะไม่เข้าสู่กระแสเลือดได้เหมือน PM2.5 แต่ก็สร้างความระคายเคืองต่อระบบทางเดินหายใจส่วนบนและดวงตาได้มาก
3. O₃ (Ozone – โอโซนภาคพื้นดิน)
ต่างจากโอโซนในชั้นบรรยากาศที่ปกป้องเราจากรังสี UV โอโซนภาคพื้นดินถือเป็น “ก๊าซพิษ” เกิดจากปฏิกิริยาเคมีระหว่างสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย และออกไซด์ของไนโตรเจน ภายใต้แสงแดดจัด มักพบค่าสูงในช่วงบ่ายที่แดดแรง ก่อให้เกิดการระคายเคืองปอดและกระตุ้นอาการหอบหืด
4. NO₂ (Nitrogen Dioxide – ไนโตรเจนไดออกไซด์)
ก๊าซสีน้ำตาลแดงที่มีกลิ่นฉุน เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงในอุณหภูมิสูง โดยเฉพาะจากรถยนต์และโรงไฟฟ้า เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดฝนกรดและทำลายเยื่อบุทางเดินหายใจ
5. SO₂ (Sulfur Dioxide – ซัลเฟอร์ไดออกไซด์)
ก๊าซที่ไม่มีสีแต่มีกลิ่นฉุนรุนแรง เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงที่มีกำมะถันปนเปื้อน เช่น ถ่านหินและน้ำมันเตา ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจและระบบหัวใจ
6. CO (Carbon Monoxide – คาร์บอนมอนอกไซด์)
ก๊าซไม่มีสี ไม่มีกลิ่น เกิดจากการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ของเครื่องยนต์ ยานพาหนะ ก๊าซนี้อันตรายมากเพราะแย่งจับกับฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดงแทนที่ออกซิเจน ทำให้ร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ อาจทำให้เวียนศีรษะ หมดสติ หรือเสียชีวิตได้
ค่า PM2.5 คืออะไร ? ทำไมจึงน่ากังวลกว่าตัวอื่น
เมื่อเข้าใจแล้วว่าค่า AQI คือค่าที่ได้จากการตรวจวัดสารมลพิษหลักทางอากาศ 6 ชนิด แต่คำถามสำคัญที่หลายคนน่าจะอยากรู้คือ ทำไม PM2.5 จึงเป็นชื่อที่เราได้ยินบ่อยจนคุ้นหูที่สุด ?
PM2.5 ย่อมาจาก Particulate Matter ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน 2.5 ไมครอน เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน เส้นผมของมนุษย์มีขนาดประมาณ 50-70 ไมครอน ดังนั้น PM2.5 จึงมีขนาดเล็กกว่าเส้นผมถึง 20-30 เท่า เล็กจนมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า และสามารถลอยอยู่ในอากาศได้นานเป็นสัปดาห์ นอกจากนั้น ความน่ากลัวของ PM2.5 ไม่ใช่แค่ขนาด แต่คือ “ความสามารถในการทะลุทะลวง”
- ระดับการเข้าถึง : ในขณะที่ PM10 มักถูกดักจับได้ที่ขนจมูกหรือคอหอย แต่ PM2.5 สามารถเดินทางผ่านหลอดลม เข้าสู่ถุงลมปอดได้โดยตรง
- การแทรกซึม : ที่ร้ายแรงกว่านั้นคือ อนุภาคขนาดจิ๋วเหล่านี้สามารถซึมผ่านผนังถุงลมเข้าสู่กระแสเลือด ไหลเวียนไปทั่วร่างกาย ก่อให้เกิดการอักเสบของหลอดเลือด เพิ่มความเสี่ยงของโรคหัวใจขาดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) และยังมีความเชื่อมโยงกับโรคมะเร็งปอด
- องค์ประกอบสารพิษ : ผิวของฝุ่น PM2.5 มักดูดซับสารพิษอื่น ๆ ไว้ด้วย เช่น โลหะหนัก อย่างปรอท, แคดเมียม รวมถึงสารก่อมะเร็ง ทำให้เมื่อเข้าสู่ร่างกาย จึงนำพาหนะขนส่งสารพิษเข้าสู่อวัยวะภายในโดยตรง

ค่า AQI ส่งผลต่อสุขภาพอย่างไร ?
การแปลผลค่า AQI คือกุญแจสำคัญในการวางแผนการใช้ชีวิต โดยเกณฑ์ของกรมควบคุมมลพิษและ US EPA แบ่งระดับผลกระทบต่อสุขภาพไว้ดังนี้
ระดับ 0-50 : คุณภาพอากาศดี (สีฟ้า/เขียว)
- ความหมาย : ค่า AQI ระดับนี้คือบ่งบอกว่าอากาศสะอาด เหมาะกับการทำกิจกรรมกลางแจ้งและการท่องเที่ยว
- ข้อแนะนำ : ประชาชนทั่วไปและกลุ่มเสี่ยงสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ
ระดับ 51-100 : คุณภาพอากาศปานกลาง (สีเหลือง)
- ความหมาย : คุณภาพอากาศยอมรับได้ แต่อาจมีสารมลพิษบางชนิดที่ส่งผลกระทบต่อผู้ที่ไวต่อมลพิษมาก
- ข้อแนะนำ : ประชาชนทั่วไปยังทำกิจกรรมกลางแจ้งได้ แต่ผู้ที่มีอาการภูมิแพ้หรือโรคทางเดินหายใจควรสังเกตอาการตนเอง หากเริ่มมีอาการไอหรือหายใจลำบาก ควรลดเวลาการอยู่นอกอาคาร
ระดับ 101-200 : เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ (สีส้ม/แดง)
- ความหมาย : ความเข้มข้นของมลพิษสูงขึ้นจนเริ่มส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจของคนทั่วไป และมีผลกระทบชัดเจนต่อกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็กเล็ก, ผู้สูงอายุ, สตรีมีครรภ์, ผู้ป่วยโรคหัวใจและปอด
- ข้อแนะนำ :
- กลุ่มเสี่ยง : ควรลดหรือจำกัดกิจกรรมกลางแจ้ง สวมหน้ากากป้องกันฝุ่นละออง (N95) เมื่อต้องออกนอกอาคาร
- ประชาชนทั่วไป : ควรเฝ้าระวังสุขภาพ ลดการออกกำลังกายกลางแจ้งที่ใช้แรงมาก
ระดับ 200 ขึ้นไป : มีผลกระทบต่อสุขภาพมาก / อันตราย (สีม่วง/แดงเข้ม)
- ความหมาย : อยู่ในระดับวิกฤต ทุกคนจะได้รับผลกระทบต่อสุขภาพอย่างรุนแรงทันทีที่สัมผัสอากาศ
- ข้อแนะนำ : หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งทุกชนิด หากจำเป็นต้องออกนอกบ้านต้องสวมอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (PPE) ที่ได้มาตรฐาน ปิดประตูหน้าต่างให้มิดชิด และควรใช้เครื่องฟอกอากาศภายในอาคาร
เมื่อเข้าใจแล้วว่าค่า AQI คืออะไร สำคัญแค่ไหน และต่างจาก PM2.5 อย่างไร ดังนั้น สำหรับองค์กรหรือบริษัทที่ต้องการข้อมูลค่า AQI และมลพิษทางอากาศแบบแม่นยำ ไม่ใช่แค่ดูผ่านแอป แต่มาจากการวัดจริงในพื้นที่ใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นอาคารสำนักงาน โรงงาน เขตชุมชน หรือพื้นที่เสี่ยงต่อมลพิษฝุ่น PM2.5 Health & Envitech พร้อมให้บริการเก็บตัวอย่าง ตรวจอากาศ และวิเคราะห์ผลการทดสอบคุณภาพอากาศตามมาตรฐาน US EPA และกรมควบคุมมลพิษ ด้วยเครื่องมือทันสมัยระดับสากล ให้คุณมั่นใจในทุกตัวเลข และใช้ข้อมูลเพื่อวางแผนแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด ติดต่อเราได้ที่เบอร์ 0-2952-6305-9, LINE OA : https://lin.ee/5oJIwdk หรืออีเมล service@healthenvi.com
ข้อมูลอ้างอิง:
- Air Quality Index (AQI) Basics. สืบค้นเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569 จาก https://www.airnow.gov/aqi/aqi-basics/
- ดัชนีคุณภาพอากาศ. สืบค้นเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569 จาก https://pm2_5.nrct.go.th/definition
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับดัชนีคุณภาพอากาศและมลพิษ (FAQs)
Q : ทำไมแอปพลิเคชันแต่ละตัวถึงรายงานค่า AQI ในพื้นที่เดียวกันไม่เท่ากัน ?
A : ความแตกต่างของค่า AQI เกิดจาก 2 ปัจจัยหลัก คือ
- แหล่งที่มาของข้อมูล บางแอปฯ ใช้ข้อมูลจากสถานีตรวจวัดภาคพื้นดินที่แม่นยำสูง แต่บางแอปฯ ใช้แบบจำลองจากภาพถ่ายดาวเทียมซึ่งอาจมีความคลาดเคลื่อน
- สูตรการคำนวณ บางแอปฯ รายงานเป็นค่าเฉลี่ยรายชั่วโมง เพื่อให้เห็นสถานการณ์ปัจจุบัน แต่บางหน่วยงานราชการอาจรายงานเป็นค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงตามมาตรฐานกฎหมาย เพื่อประเมินผลกระทบสุขภาพระยะยาว
Q : ในวันที่ฟ้าใส มองเห็นทัศนวิสัยดี แปลว่าค่า AQI ดีและไม่มีฝุ่น PM2.5 ใช่หรือไม่ ?
A : ไม่เสมอไป แม้ฝุ่น PM2.5 จะมีผลต่อการหักเหแสงจนทำให้ฟ้าหลัว แต่ในบางสภาวะอากาศ “ก๊าซพิษ” ชนิดอื่นที่ไม่มีสีและมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า อาจมีความเข้มข้นสูงจนค่า AQI อยู่ในระดับอันตรายได้ เช่น ก๊าซโอโซนภาคพื้นดิน หรือคาร์บอนมอนอกไซด์ ดังนั้น จึงไม่ควรใช้สายตาตัดสินคุณภาพอากาศ แต่ควรตรวจสอบค่าตรวจวัดจริงจากเครื่องมือที่ได้มาตรฐาน
Q : ทำไมค่ามาตรฐาน PM2.5 ของไทย ถึงต่างจากค่าแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) ?
A : ค่าแนะนำของ WHO (Global Air Quality Guidelines) คือเป้าหมายทางสุขภาพสูงสุดที่อยากให้ทั่วโลกไปถึง แต่ในการบังคับใช้กฎหมาย แต่ละประเทศต้องพิจารณาปัจจัยทางเศรษฐกิจ สังคม และความเป็นไปได้ในการจัดการควบคู่กัน ประเทศไทย โดยกรมควบคุมมลพิษ มีการปรับลดเกณฑ์ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงของ PM2.5 จาก 50 เป็น 37.5 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร (มีผล 1 มิ.ย. 66) เพื่อยกระดับความเข้มงวดให้ใกล้เคียงมาตรฐานสากลมากขึ้น
Q : ผู้ประกอบการโรงงานจำเป็นต้องตรวจวัดคุณภาพอากาศจากปล่องระบายหรือไม่ ในเมื่อมีการตรวจ AQI ในบรรยากาศทั่วไปอยู่แล้ว ?
A : จำเป็นอย่างยิ่ง และเป็นคนละวัตถุประสงค์กัน การตรวจค่า AQI ทั่วไปคือการวัดคุณภาพอากาศ ณ จุดรับสัมผัสเพื่อดูผลกระทบต่อคน แต่การตรวจวัดจากปล่องระบายคือการวัดที่ “แหล่งกำเนิด” เพื่อควบคุมไม่ให้ปล่อยมลพิษเกินกฎหมายกำหนด หากโรงงานไม่ตรวจวัดที่ปล่อง อาจทำให้มลพิษสะสมในบรรยากาศจนค่า AQI ของพื้นที่สูงขึ้น และนำไปสู่การถูกร้องเรียนหรือดำเนินคดีตามกฎหมายได้