14 ก.ย. สรุปความสำคัญของการตรวจวัดเสียงในสถานประกอบการ
Key Takeaways
การตรวจวัดเสียงในสถานประกอบการ เป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องใส่ใจและดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อควบคุมระดับเสียงไม่ให้เกินเกณฑ์มาตรฐานที่อาจเป็นอันตรายต่อโสตประสาทมนุษย์ เช่น ไม่เกิน 90 เดซิเบล สำหรับการทำงาน 7-8 ชั่วโมง ซึ่งนอกจากจะช่วยให้ไม่มีความผิดทางกฎหมายแล้ว ยังเป็นการประเมินความเสี่ยงเพื่อปกป้องสุขภาพของพนักงาน ป้องกันปัญหาความเครียดหรือสูญเสียการได้ยิน และช่วยรักษาประสิทธิภาพในการทำงานให้ราบรื่น โดยควรเลือกใช้บริการตรวจวัดจากผู้เชี่ยวชาญที่มีเครื่องมือได้มาตรฐานสากล เพื่อความแม่นยำและปลอดภัยสูงสุด
เดซิเบลคืออะไร และทำไมผู้ประกอบการจึงควรตรวจวัด ?
เนื่องจากสถานประกอบการหรือโรงงานส่วนใหญ่มีเครื่องจักรที่กำลังเดินเครื่องอยู่จำนวนมาก จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิด ‘เสียง’ ดังกว่าสถานที่อื่น ๆ ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ที่จะต้องมีการวัดเสียงเดซิเบล อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ประกอบการที่ยังไม่เข้าใจว่าทำไมถึงต้องลงทุนกับสิ่งนี้ บทความนี้จะมาอธิบายแบบเข้าใจง่าย ไล่เลียงตั้งแต่ความหมายว่าเดซิเบลคืออะไร ไปจนถึงประโยชน์ที่จะได้รับจากการตรวจวัดเสียงในสถานประกอบการ ติดตามได้เลย
ทำความรู้จักค่าเดซิเบล
ก่อนที่จะไปถึงความสำคัญของการตรวจวัดเสียงในโรงงาน ผู้ประกอบการควรทราบก่อนว่าเดซิเบลคืออะไร เพื่อที่จะเข้าใจจุดประสงค์ได้อย่างกระจ่างแจ้งยิ่งขึ้น
อธิบายให้เข้าใจโดยง่าย เดซิเบล (dB) คือ หน่วยวัดเทียบอัตราส่วนระหว่างปริมาณเสียงสองปริมาณ ได้แก่ความดันของเสียง และความเข้มของเสียง คิดค้นโดย Alexander Graham Bell มักถูกใช้เพื่ออธิบายความดังสัมพัทธ์ของเสียง โดยเปรียบเทียบกับระดับอ้างอิง โดยระดับความดังของเสียงในหน่วยเดซิเบลจะถูกวัดบนเกณฑ์ทางลอการิทึม (Logarithm) เนื่องจากการรับรู้เรื่องความดังของมนุษย์ไม่เป็นเชิงเส้น แต่เป็นเชิงลอการิทึม
รู้หรือไม่ ?
ลอการิทึม (Logarithm) เป็นฟังก์ชันทางคณิตศาสตร์ของฟังก์ชันเลขชี้กำลัง ลอการิทึมของจำนวน x ในฐาน a คือจำนวน y ที่เมื่อยกกำลัง a จะให้ x เป็นผลลัพธ์ โดยสามารถเขียนเป็นสูตรได้ดังนี้ log a x = y
ตัวอย่างเช่น ลอการิทึมของ 100 ในฐาน 10 คือ 2 เพราะ 10 ยกกำลัง 2 เท่ากับ 100
เขียนเป็นสัญลักษณ์ได้ว่า log10 100 = 2
การวัดระดับเสียงโดยใช้หน่วยเดซิเบล (dB) ซึ่งใช้ลอการิทึมเพื่อวัดความดังของเสียง เสียงที่ดังขึ้น 10 เดซิเบล หมายถึงความดังที่เพิ่มขึ้น 10 เท่า
ระดับของเดซิเบลที่ส่งผลต่อการรับรู้ของโสตประสาท
เมื่อเข้าใจนิยามเบื้องต้นแล้วว่าเดซิเบลคืออะไร คำถามต่อไปที่ผู้ประกอบการอาจสงสัยคือ แล้วระดับเดซิเบลเท่าไรถึงจะส่งผลต่อการรับรู้ของโสตประสาทมนุษย์ ดังนั้น จึงขอยกตัวอย่างเป็นข้อ ๆ ดังต่อไปนี้
- 0 dB : ระดับเสียงที่มนุษย์ไม่สามารถได้ยินได้
- 60 dB : ระดับเสียงที่ใกล้เคียงกับการพูดคุยของคนในสถานการณ์ปกติ
- 85 dB : ระดับเสียงของสภาพจราจร หรือร้านอาหารที่มีเสียงดัง
- 90-95 dB : ระดับเสียงของเครื่องจักรที่กำลังทำงาน
- 100 dB : ระดับเสียงภายในคอนเสิร์ต หรือกิจกรรมกีฬาที่มีเสียงดัง
- 120 dB : ระดับเสียงของเครื่องบินขณะกำลังทะยานขึ้น
- 140 dB : ระดับเสียงของอาวุธปืน หรือดอกไม้ไฟ
โดยระดับเสียงที่เป็นอันตรายต่อโสตประสาทมนุษย์เริ่มต้นที่ 90 เดซิเบลขึ้นไป เพราะความดังระดับนี้ หากได้รับติดต่อกันเกิน 8 ชั่วโมง อาจเป็นอันตรายได้ ส่วน 100 เดซิเบล ไม่ควรได้รับติดต่อกันเกิน 2 ชั่วโมง และถ้าหากเกิน 130 เดซิเบลขึ้นไป ควรที่จะสวมใส่เครื่องป้องกัน
กฎหมายว่าด้วยระดับเสียงภายในสถานประกอบการ
เพื่อให้การตรวจวัดเสียงในโรงงานเป็นไปตามมาตรฐาน ทางหน่วยงานภาครัฐจึงได้มีการตรากฎหมายเพื่อเป็นหลักเกณฑ์ให้ปฏิบัติตาม ในรูปแบบของ ‘ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับสภาพแวดล้อม’ โดยมาตรฐานเสียงในโรงงานมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
- ตลอดระยะเวลาการทำงานไม่เกินวันละ 7 ชั่วโมง ต้องมีระดับเสียงที่ลูกจ้างได้รับติดต่อกันไม่เกิน 91 เดซิเบล
- ตลอดระยะเวลาการทำงานเกินกว่าวันละ 7 ชั่วโมง แต่ไม่เกิน 8 ชั่วโมง จะต้องมีระดับเสียงที่ลูกจ้างได้รับติดต่อกันไม่เกิน 90 เดซิเบล
- ตลอดระยะเวลาการทำงานเกินวันละ 8 ชั่วโมง ต้องมีระดับเสียงที่ลูกจ้างได้รับติดต่อกันไม่เกิน 80 เดซิเบล
- นายจ้างจะให้ลูกจ้างทำงานในที่ที่มีระดับเสียงเกินกว่า 140 เดซิเบลมิได้
เหตุผลที่ควรมีการตรวจวัดเสียงในสถานประกอบการ
- ปฏิบัติตามข้อกฎหมาย : จากข้อกฎหมายที่หยิบยกมาอธิบายข้างต้น หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ผู้ประกอบการควรมีการตรวจวัดเสียงในโรงงาน คือ เพื่อให้สภาพแวดล้อมการทำงานเป็นไปตามข้อกฎหมาย ไม่เช่นนั้นอาจมีโทษได้
- ปกป้องสุขภาพของพนักงาน : การสัมผัสกับระดับเสียงดังเป็นเวลานาน อาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นหูอื้อ ความเครียด ความเหนื่อยล้า หรือแม้แต่ปัญหาเกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือด ดังนั้น จึงควรมีการตรวจวัดเสียงในโรงงานว่าเกินค่ามาตรฐานหรือไม่ เพื่อสุขภาพที่ดีของพนักงาน
- เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน : ระดับเสียงที่ดังเกินไปในที่ทำงาน อาจส่งผลเสียต่อประสิทธิภาพการทำงาน เนื่องจากรบกวนการสื่อสาร ทำให้เสียสมาธิ เพิ่มโอกาสที่จะเกิดความผิดพลาดและอุบัติเหตุ ดังนั้น เพื่อป้องกันไว้ก่อนสาย ผู้ประกอบการจึงควรมีการตรวจวัดเสียงในโรงงาน
- การประเมินความเสี่ยง : การตรวจวัดเสียงในโรงงานเป็นส่วนสำคัญของการประเมินความเสี่ยงด้านเสียง ช่วยให้สามารถระบุโซนที่มีความเสี่ยงสูง และจัดลำดับความสำคัญของมาตรการควบคุมได้

ตรวจวัดเสียงในโรงงานแบบได้มาตรฐาน ต้องที่ Health & Envitech
เมื่อผู้ประกอบการทราบถึงความสำคัญของการตรวจวัดเสียงในสถานประกอบการ และมาตรฐานเสียงโรงงานอุตสาหกรรมกันไปแล้ว อีกหนึ่งเรื่องที่ควรรู้คือ การตรวจวัดเดซิเบลจำเป็นต้องมีอุปกรณ์เฉพาะทาง รวมถึงต้องตรวจโดยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ซึ่งถ้าหากผู้ประกอบการกำลังมองหาผู้ให้บริการตรวจวัดเสียงอุตสาหกรรมที่น่าเชื่อถือ มีมาตรฐาน ที่ Health & Envitech พร้อมให้บริการตรวจความดันของเสียง โดยเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ พร้อมวิเคราะห์ผลการตรวจวัดอย่างละเอียด เพื่อสุขอนามัยที่ดี มีความปลอดภัยในการดำเนินงาน และเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายและระดับมาตรฐานที่หน่วยงานต่าง ๆ กำหนด ไม่ว่าจะเป็นกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน, สถาบันความปลอดภัยและอนามัยในการทำงานแห่งสหรัฐอเมริกา (National Institute for Occupational Safety and Health : NIOSH), มาตรฐานสำนักงานบริหารความปลอดภัยและอาชีวอนามัยสหรัฐอเมริกา (Occupational Safety and Health Administration : OSHA) และประกาศขององค์กรนักสุขศาสตร์อุตสาหกรรมภาครัฐแห่งสหรัฐอเมริกา (American Conference of Governmental Industrial Hygienist : ACGIH)
สนใจรับคำปรึกษาหรือข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อ
- โทรศัพท์ : 0-2952-6305-9
- LINE Official : https://lin.ee/5oJIwdk
- อีเมล : service@healthenvi.com
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับมาตรฐานเสียงในโรงงาน (FAQs)
Q : มาตรฐานเสียงในโรงงานอุตสาหกรรมของไทยกำหนดไว้อย่างไรบ้าง ?
A : ตามกฎหมายและประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กำหนดให้ระดับเสียงเฉลี่ยตลอดระยะเวลาการทำงาน 8 ชั่วโมง ต้องไม่เกิน 85 เดซิเบล และระดับเสียงสูงสุดในทุกขณะการทำงานต้องไม่เกิน 140 เดซิเบล เพื่อป้องกันอันตรายและดูแลสุขภาพอนามัยของลูกจ้าง
Q : ระดับเสียงเท่าไรที่ถือว่าเป็นอันตรายต่อการได้ยินของพนักงาน ?
A : โดยทั่วไป ระดับเสียงที่ดังเกิน 85 เดซิเบล ติดต่อกันเป็นเวลา 8 ชั่วโมงขึ้นไป ถือว่าเป็นจุดเสี่ยงที่อาจทำให้เกิดการสูญเสียการได้ยินแบบถาวได้ ทั้งนี้ หากระดับเสียงยิ่งสูงมากเท่าไร ระยะเวลาที่พนักงานสามารถสัมผัสเสียงได้อย่างปลอดภัยก็จะยิ่งลดลงตามไปด้วย
Q : โรงงานควรตรวจวัดเสียงบ่อยแค่ไหนจึงจะถือว่าปฏิบัติตามมาตรฐาน ?
A : ตามกฎหมายกำหนดให้สถานประกอบการต้องจัดให้มีการตรวจวัดเสียงในโรงงานอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง นอกจากนี้ หากมีการติดตั้งเครื่องจักรใหม่ หรือมีการเปลี่ยนแปลงกระบวนการผลิตที่อาจทำให้เกิดเสียงดังขึ้นกว่าเดิม ควรทำการตรวจวัดซ้ำทันทีเพื่อประเมินความเสี่ยงและปรับปรุงสภาพแวดล้อมให้ปลอดภัย
Q : การตรวจวัดเสียงในสถานประกอบการต้องใช้เครื่องมือประเภทใด ?
A : การตรวจวัดเสียงในสถานประกอบการมักใช้เครื่องมือหลัก 2 ประเภท ได้แก่
- เครื่องวัดระดับเสียง (Sound Level Meter) สำหรับวัดระดับเสียงในพื้นที่การทำงาน
- เครื่องวัดปริมาณเสียงสะสม (Noise Dosimeter)
ซึ่งจะใช้ติดตัวพนักงานเพื่อวัดระดับเสียงที่ได้รับจริงตลอดวันทำงาน โดยเครื่องมือทั้งหมดจะต้องผ่านการสอบเทียบ (Calibration) ตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด
Q : หากตรวจพบว่าเสียงในโรงงานเกินมาตรฐาน ต้องดำเนินการอย่างไร?
A : หากผลการตรวจวัดพบว่าเสียงเกินมาตรฐานเสียงโรงงานอุตสาหกรรม นายจ้างต้องจัดหาอุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล (PPE) เช่น ที่อุดหู หรือที่ครอบหู ให้พนักงาน รวมถึงจัดให้มีการตรวจการได้ยินประจำปี ติดตั้งป้ายเตือนพื้นที่เสียงดัง และหาแนวทางแก้ไขทางวิศวกรรมเพื่อลดเสียงที่ต้นกำเนิด
Q : การจ้างบริษัทตรวจวัดเสียงในโรงงานมีข้อดีอย่างไร ?
A : การใช้บริการจากบริษัทที่รับตรวจวัดเสียงในโรงงานโดยเฉพาะ จะช่วยให้มั่นใจได้ว่าผลลัพธ์ที่ได้มีความแม่นยำสูงและถูกต้องตามกฎหมาย เนื่องจากบริษัทเหล่านี้จะใช้เครื่องมือที่ผ่านการรับรองมาตรฐานสากล ดำเนินการโดยผู้เชี่ยวชาญ และสามารถออกเอกสารหรือรายงานการตรวจวัดเพื่อนำไปยื่นต่อหน่วยงานราชการได้อย่างถูกต้อง ช่วยลดภาระความยุ่งยากของฝ่าย HR และ จป.วิชาชีพ ได้อย่างมาก